จุฬาฯ ส่งสัญญาณเปลี่ยนเกม TCAS71 เลิก Portfolio จิตวิทยา น่าห่วง “พอร์ตฯ ทิพย์” บั่นทอนความเป็นธรรม

จุฬาฯ ส่งสัญญาณเปลี่ยนเกม TCAS71 เลิก Portfolio จิตวิทยา น่าห่วง “พอร์ตฯ ทิพย์” บั่นทอนความเป็นธรรม จับตาสถาบันอื่นทบทวนเกณฑ์รับ
คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ประกาศตั้งแต่ปีการศึกษา 2571 เป็นต้นไป ยุติการรับนักศึกษาสาขาจิตวิทยาผ่านโครงการแฟ้มสะสมผลงาน รอบที่ 1 Portfolio พร้อมนำจำนวนรับไปเพิ่มในรอบ Admission และรอบอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่รายงานของ สศช. ชี้ปัญหาการสะสมผลงานที่มีต้นทุนสูง ธุรกิจรับจ้างทำพอร์ต และการแอบอ้างผลงาน สะท้อนโจทย์ใหญ่ของระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยไทย
จุฬาฯ ปรับเส้นทางรับเข้า เริ่มปีการศึกษา 2571
เกิดประเด็นที่น่าจับตาในระบบ TCAS หลังมีประกาศจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการรับสมัครหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา โดยระบุว่า ตั้งแต่ปีการศึกษา 2571 เป็นต้นไป จะไม่มีการรับคัดเลือกในโครงการแฟ้มสะสมผลงาน รอบที่ 1 Portfolio และจะนำจำนวนรับในรอบนี้ไปเพิ่มในรอบ Admission และรอบอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักเรียนที่กำลังวางแผนเข้าศึกษาต่อ เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครจำเป็นต้องติดตามเกณฑ์รับเข้าของแต่ละหลักสูตรอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถยึดรูปแบบการรับสมัครในปีที่ผ่านมาเป็นหลักได้ตลอดไป
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ต้องย้ำคือ ประกาศดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักสูตรจิตวิทยาภาคไทยของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ไม่ใช่ประกาศยกเลิกรอบ Portfolio ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกคณะ และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าคณะอื่นหรือมหาวิทยาลัยอื่นจะยกเลิกตาม
ข้อมูลหน้าเว็บไซต์รับสมัครของคณะจิตวิทยาระบุว่า ในปีการศึกษา 2570 หลักสูตรดังกล่าวเปิดรับนักศึกษารวม 85 คน โดยเป็นรอบ Portfolio จำนวน 10 คน และรอบ Admission จำนวน 62 คน ส่วนจำนวนรับในรอบอื่นมีการจัดสรรตามโครงการที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัคร
แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์รับสมัครคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“พอร์ตฯ ทิพย์” ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
การยื่น Portfolio มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความสามารถ ความสนใจ ประสบการณ์ และผลงานที่สอดคล้องกับสาขาที่ต้องการเรียน โดยเฉพาะความสามารถที่คะแนนสอบหรือเกรดเฉลี่ยอาจสะท้อนได้ไม่ครบถ้วน
แต่คำถามสำคัญคือ หากแฟ้มสะสมผลงานที่ใช้แข่งขันกันไม่ได้สะท้อนความสามารถที่ผู้สมัครลงมือทำจริง ระบบจะยังคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมกับหลักสูตรได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่
กรณีที่สังคมเรียกว่า “พอร์ตฯ ทิพย์” อาจครอบคลุมพฤติกรรมหลายลักษณะ ตั้งแต่การนำผลงานของผู้อื่นมาแอบอ้าง การคัดลอกผลงาน การระบุบทบาทของตนเกินจริง ไปจนถึงการจ้างบุคคลอื่นทำโครงงานหรือสร้างแฟ้มผลงานเพื่อใช้สมัคร โดยผู้สมัครไม่สามารถอธิบายกระบวนการทำงานหรือแสดงความเข้าใจในผลงานนั้นได้อย่างแท้จริง
ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงข้อกังวลจากการพูดคุยบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาวิเคราะห์เรื่อง “Portfolio กับเส้นทางการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย” ได้กล่าวถึงปัญหาการสะสมผลงานเชิงปริมาณ ธุรกิจรับจ้างทำผลงาน ต้นทุนการเข้าร่วมกิจกรรม และข้อจำกัดในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลงาน
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า นักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอาจเสียเปรียบ เนื่องจากมีทรัพยากรและโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาผลงานน้อยกว่าโรงเรียนที่มีความพร้อม
อ่านรายงาน: Portfolio กับเส้นทางการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย — เอกสารรายงานภาวะสังคมไทยของ สศช.
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของแฟ้ม แต่อยู่ที่ความจริงของผลงาน
หากระบบคัดเลือกให้ความสำคัญกับจำนวนเกียรติบัตร ความโดดเด่นของการจัดเล่ม หรือภาพลักษณ์ของกิจกรรมมากกว่าความสามารถที่ตรวจสอบได้ อาจเกิดแรงจูงใจให้นักเรียนแข่งขันกันสะสมผลงานจำนวนมาก แทนที่จะใช้เวลาเรียนรู้ ลงมือทำ และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบอาจเกิดขึ้นได้หลายด้าน ได้แก่
- ความเป็นธรรมในการแข่งขัน — ผู้สมัครที่มีความสามารถจริงแต่อาจไม่มีทุนเข้าค่ายราคาแพงหรือจ้างทำแฟ้มผลงาน อาจเสียเปรียบผู้สมัครที่มีทรัพยากรมากกว่า
- ความน่าเชื่อถือของการคัดเลือก — หากผลงานที่นำเสนอไม่ใช่ผลงานจริงของผู้สมัคร คณะกรรมการอาจประเมินศักยภาพผิดพลาด และผู้สมัครที่มีความสามารถตรงกับหลักสูตรอาจเสียโอกาส
- คุณภาพของการเรียนรู้ — การเร่งสะสมใบประกาศนียบัตรหรือกิจกรรมเพื่อให้ครบตามเกณฑ์ อาจเบียดบังเวลาที่ควรใช้พัฒนาความรู้และทักษะอย่างลึกซึ้ง
- ภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว — การเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม ค่าค่าย ค่าสอบ และค่าบริการจัดทำเอกสาร อาจเพิ่มต้นทุนในการสมัคร โดยไม่จำเป็นต้องสะท้อนความสามารถของผู้สมัครโดยตรง
ทั้งนี้ ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ควรนำไปสู่การเหมารวมว่าผู้ยื่น Portfolio ทุกคนมีผลงานที่ไม่เป็นจริง นักเรียนจำนวนมากสร้างผลงานด้วยตนเองและใช้แฟ้มสะสมผลงานเพื่อแสดงพัฒนาการอย่างแท้จริง ปัญหาจึงอยู่ที่การออกแบบเกณฑ์และกลไกตรวจสอบให้สามารถแยกแยะผลงานจริงออกจากการแอบอ้างได้
แล้วมหาวิทยาลัยอื่นจะลดจำนวนรับหรือยกเลิก Portfolio ตามหรือไม่?
คำถามนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยทบทวนสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่าน Portfolio และลดภาระที่ไม่จำเป็นต่อผู้สมัคร
รายงานของ สศช. และบทวิเคราะห์ของ Thai PBS Policy Watch สะท้อนปัญหาที่ระบบต้องแก้ไข ทั้งความเหลื่อมล้ำจากต้นทุนการสะสมผลงาน การเกิดธุรกิจรับจ้างทำผลงาน และข้อจำกัดในการตรวจสอบการแอบอ้างหรือคัดลอกผลงาน
ขณะเดียวกัน รายงานข่าวด้านการศึกษาเกี่ยวกับ TCAS70 ยังกล่าวถึงแนวทางขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยทบทวนสัดส่วนการรับในรอบ Portfolio โดยมีการรายงานแนวทางเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 ควบคู่กับการทบทวนเกณฑ์ที่เพิ่มภาระให้ผู้สมัคร
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเหตุผลให้ติดตามว่ามหาวิทยาลัยและแต่ละหลักสูตรจะปรับเกณฑ์รับเข้าอย่างไรในอนาคต แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจะมีมหาวิทยาลัยอีกกี่แห่งลดจำนวนรับ หรือประกาศยกเลิก Portfolio ในปีการศึกษา 2571
ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาคือประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการของแต่ละสถาบัน ทั้งจำนวนรับในแต่ละรอบ เกณฑ์คุณสมบัติ รูปแบบการประเมิน และมาตรการตรวจสอบผลงาน ไม่ควรสรุปว่าการยกเลิก Portfolio เป็นแนวโน้มที่ทุกมหาวิทยาลัยจะดำเนินตามเพียงเพราะมีกรณีของจุฬาฯ เกิดขึ้น
แหล่งข้อมูลประกอบ: Thai PBS Policy Watch — ระบบยื่น Portfolio เข้ามหาวิทยาลัย ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำการศึกษา
ทางออกที่ผู้กำหนดนโยบายและมหาวิทยาลัยควรพิจารณา
จากข้อเสนอในรายงานของ สศช. และบทวิเคราะห์ของ Thai PBS Policy Watch แนวทางแก้ไขไม่จำเป็นต้องมีเพียงการยกเลิก Portfolio ทั้งหมด แต่ควรมุ่งปรับระบบให้ประเมินความสามารถจริง ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความโปร่งใสในการคัดเลือก
1. กำหนดเกณฑ์ให้ชัดและสัมพันธ์กับหลักสูตร
มหาวิทยาลัยควรระบุว่าต้องการประเมินความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะใด พร้อมอธิบายเกณฑ์การให้คะแนนให้ผู้สมัครเข้าใจได้ และหลีกเลี่ยงการกำหนดกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จะเข้าศึกษา
2. ตรวจสอบที่มาของผลงานและบทบาทของผู้สมัคร
ควรให้ผู้สมัครระบุว่าใครเป็นผู้ร่วมทำ มีบทบาทใด ใช้เวลาและวิธีการอย่างไร รวมถึงมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ตามลักษณะผลงาน เช่น ร่างงาน บันทึกการพัฒนา ชิ้นงานต้นฉบับ หรือหลักฐานการดำเนินกิจกรรม โดยไม่สร้างภาระเอกสารเกินจำเป็น
3. ใช้การสัมภาษณ์หรือการอธิบายผลงานเพื่อยืนยันความเข้าใจ
การให้ผู้สมัครอธิบายแนวคิด ขั้นตอน ปัญหาที่พบ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบความเข้าใจและบทบาทของผู้สมัครได้ แต่ควรมีแนวคำถามและเกณฑ์ประเมินที่สอดคล้องกัน เพื่อลดความลำเอียงในการสัมภาษณ์
4. ลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุน
ควรเปิดโอกาสให้ผู้สมัครใช้ผลงานจากการเรียน กิจกรรมในโรงเรียน การทำงานเพื่อชุมชน หรือการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีใบประกาศนียบัตรจากค่ายราคาแพง พร้อมพิจารณาใช้เครื่องมือจัดทำ Portfolio มาตรฐานกลางที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ระบบ TCASFolio ของ ทปอ.
5. เพิ่มช่องทางตรวจสอบและกระบวนการร้องเรียน
ควรกำหนดวิธีรับแจ้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดลอกหรือแอบอ้างผลงาน เปิดโอกาสให้ผู้สมัครชี้แจง และมีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงกำหนดผลที่ชัดเจนเมื่อพบการให้ข้อมูลเท็จ
6. ทบทวนสัดส่วนการรับให้เหมาะกับธรรมชาติของแต่ละหลักสูตร
หลักสูตรที่ต้องการวัดความสามารถเฉพาะด้านอาจยังได้ประโยชน์จาก Portfolio หากมีระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ขณะที่หลักสูตรซึ่งประเมินความพร้อมผ่านคะแนนสอบหรือวิธีอื่นได้อย่างเหมาะสม อาจพิจารณาปรับสัดส่วนการรับในแต่ละรอบ โดยต้องประกาศเกณฑ์ล่วงหน้าและคำนึงถึงผลกระทบต่อนักเรียน
แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเสนอในรายงานของ สศช. ซึ่งกล่าวถึงการเปิดเผยเกณฑ์ประเมิน การมุ่งพิจารณากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการลดอุปสรรคด้านต้นทุนในการสมัคร
บทสรุป: เป้าหมายไม่ใช่แค่มีพอร์ต แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นผลงานของใคร
กรณีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เตรียมยุติการรับผ่าน Portfolio ตั้งแต่ปีการศึกษา 2571 เป็นข่าวที่ชวนให้สังคมกลับมาพิจารณาว่า ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยควรให้น้ำหนักกับอะไร และจะรักษาคุณค่าของการแสดงศักยภาพผ่านผลงานได้อย่างไร
หลักฐานจากรายงานของ สศช. ชี้ว่าปัญหาของ Portfolio มีมากกว่าความสวยงามของแฟ้ม ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร ต้นทุนการสมัคร และความน่าเชื่อถือของผลงาน ขณะที่ข้อเสนอเชิงนโยบายมุ่งไปที่การปรับเกณฑ์ให้ชัดเจน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และเพิ่มกลไกตรวจสอบ
ส่วนจะมีมหาวิทยาลัยอื่นลดจำนวนรับหรือยกเลิก Portfolio ตามหรือไม่ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากแต่ละสถาบัน
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะเลือกใช้ระบบใด คือการทำให้ผู้สมัครได้รับการประเมินอย่างเป็นธรรม และทำให้ผลงานที่นำมาใช้คัดเลือกสะท้อนความรู้ ความพยายาม และความสามารถที่ผู้สมัครมีอยู่จริง เพราะหัวใจของ Portfolio ไม่ควรอยู่ที่ว่าใครจัดแฟ้มได้สวยที่สุดหรือมีใบประกาศนียบัตรมากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเองได้อย่างน่าเชื่อถือ