ม.รามคำแหง จับมือ กสทช. เปิดเวทีวิพากษ์ผลวิจัย “สังคายนากฎหมาย OTT” หลังคดีไซเบอร์พุ่ง ความเสียหายเฉียดแสนล้าน เร่งเสนอโมเดลกำกับดูแลยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ram181

 

สำนักข่าวการศึกษาไทย — มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดการประชุมเสวนาวิพากษ์ผลการศึกษาในหัวข้อ “การปรับปรุงกฎหมายควบคุมและกำกับดูแลกิจการ OTT (Over-the-Top) ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบาย” ณ โรงแรมอัล มีรอซ ถนนรามคำแหง กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเชิงลึกและระดมสมองจากทุกภาคส่วนในการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

การเสวนาครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นสำคัญด้านกิจการกระจายเสียง ประจำปี 2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคับคั่ง

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง และรักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการกระจายเสียง (กตป.) เป็นประธานในพิธีเปิด

รศ.ดร.ณัฐพงศ์ บุญเหลือ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์และผลกระทบจากการให้บริการสื่อผ่านระบบ OTT ซึ่งปัจจุบันเข้ามามีบทบาทสูงมากต่อสังคมไทย ทั้งในมิติการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และเศรษฐกิจดิจิทัล คณะผู้วิจัยได้ระดมเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศผ่านการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ใน 16 จังหวัด ครอบคลุมเครือข่ายสาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติของ ม.รามคำแหง ทั้ง 23 แห่ง และสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนใน 29 จังหวัด รวมกลุ่มตัวอย่างสะท้อนมุมมองเชิงลึกถึง 6,024 ตัวอย่าง

รศ.ดร.ณัฐพงศ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ผลการศึกษาชี้ชัดถึง “ระบบนิเวศการหลอกลวง” (Scam Ecosystem) ที่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน OTT โดยมีข้อมูลดังนี้คือ

สถิติความเสียหาย: คดีออนไลน์ช่วง พ.ศ. 2565 – มิ.ย. 2567 มีผู้เสียหายกว่า 5.7 แสนเรื่อง มูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปี 2568 จะพุ่งสูงถึง 8.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ว่ามูลค่าความเสียหายที่แท้จริงอาจสูงถึง 1.15 แสนล้านบาท โดยคนไทยกว่า 72% เคยตกเป็นเป้าหมาย

บทบาทแพลตฟอร์ม: OTT สื่อสาร (LINE, Telegram) ใช้สร้างสัมพันธ์-หลอกลวงตรง, OTT โซเชียลมีเดีย (Facebook, TikTok) ใช้สรรหาเหยื่อผ่านโฆษณา, และ OTT วิดีโอ/เสียง ใช้ Live หลอกลงทุน โดยมีเทคโนโลยี Deepfake และ AI ยกระดับความรุนแรง

ปัญหาโครงสร้าง: เกิด “ช่องว่าง” 3 ด้าน คือ ด้านการยืนยันตัวตน (Identity Gap) จากซิมผี-บัญชีม้า, ด้านข้อมูล (Information Gap) ที่แชร์ล่าช้า, และด้านความเร็ว (Speed Gap) ที่มิจฉาชีพทำงานเร็วกว่ากระบวนการระงับ

ในส่วนของไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนาวิพากษ์ผลการศึกษาโดยผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศจากหลากหลายมิติ ทั้งกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์ เพื่อร่วมกันกลั่นกรองแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลที่สมดุล เหมาะสมกับบริบทสังคมดิจิทัล โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา

รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-

อ.คณิต วัลยะเพ็ชร์ ประธานกรรมการมรรยาททนายความ

ดร.วัลลภ คุ้มประดิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ในที่ประชุมเสวนาเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปความรับผิดชอบของตัวกลาง (Intermediary Liability Reforms) โดยเปลี่ยนจากระบบเชิงรับมาเป็นการกำหนด “หน้าที่ความรับผิดชอบเชิงรุก” (Proactive Duty/Obligation) ตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Approach)

ทั้งนี้สำหรับแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย ได้นำเสนอ 3 รูปแบบหลักคือ

แนวทางที่ 1: ออกกฎหมายลำดับรอง เพื่อกำหนดมาตรการ Notice-and-Takedown และการคุ้มครองผู้บริโภค

แนวทางที่ 2: แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิม ปรับนิยามบริการให้ครอบคลุม และเพิ่มบทลงโทษปรับตามรายได้ทั่วโลก (Turnover-based Fine) แบบ DSA ของยุโรป

แนวทางที่ 3: การตรากฎหมายใหม่เฉพาะ (Lex Specialis) กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบตามประเภทบริการและขนาดของแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ ยังเสนอมาตรการกำกับดูแล OTT ข้ามชาติ ผ่านการควบคุมผู้เล่นตัวกลาง (Intermediary Enforcement) หรือ Chokepoint Regulation (ISP, App Store, ระบบชำระเงิน, Ad Networks) และข้อเสนอเชิงนโยบายเฉพาะ เช่น การจัดตั้งหน่วยงาน cybersecurity and scam response agency, แพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลร่วม (Joint Data Sharing Platform), มาตรการการเงินดิจิทัล, และการปราบปรามซิมผี

ผลลัพธ์จากการเสวนาครั้งนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เพื่อสร้างกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาประโยชน์สาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคม พร้อมเป็นแกนกลางในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคตอย่างยั่งยืน

#รามคำแหง #กสทช #กตป #กฎหมายOTT #กำกับดูแลOTT #อาชญากรรมไซเบอร์ #FakeNews #คุ้มครองผู้บริโภค #CyberSecurity #DutyofCare #ปราบซิมผี #แบนบัญชีม้า

You may have missed